ความเป็นมาของความขัดแย้ง ระหว่าง โบคา จูเนียร์ส กับ ริเวอร์เพลท

ความเป็นมาของความขัดแย้ง ระหว่าง โบคา จูเนียร์ส กับ ริเวอร์เพลท

โบคา และ ริเวอร์เพลท
พวกเขามีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกันคืออู่ต่อเรือในเมือง ลา โบคา
ย่านชนชั้นแรงงานในกรุง บัวโนสไอเรส โดย ริเวอร์เพลท ก่อตั้งขึ้นก่อนในปี
1901 ก่อนที่ 4 ปีต่อมา โบคา จูเนียร์ส จะถือกำเนิดขึ้นโดยผู้อพยพชาวอิตาลี


แม้จะก่อตั้งในย่านชนชั้นผู้ใช้แรงงานเหมือนกัน แต่ในช่วงทศวรรษที่
1920 ริเวอร์เพลท ได้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เมืองนูเยซ
ทางตอนเหนือของกรุงบัวโนสไอเรส ซึ่งเป็นย่านของคนมีอันจะกิน


“แรกเริ่มเดิมที เราเป็นทีมเพื่อนบ้านกัน
แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกตัวออกไป” เฟร์นันโด ซินญอรินี
นักกายภาพทีมชาติอาร์เจนตินาชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 กล่าวกับ Bleacher
Report


“มันเหมือนกับ คาอิน และอาเบล
(คาอินฆ่าอาเบลเพราะโกรธที่พระ​ยะโฮวา​ไม่ชอบของถวายของคาอินแต่ช
อบของอาเบล) มันไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่าการที่พี่น้องเกลียดกัน
หรือทั้งคู่เกิดมาจากท้องเดียวกัน”


ความแตกต่างของชนชั้นระหว่างสองทีมเริ่มห่างมากขึ้น เมื่อในปี 1930
ริเวอร์เพลท เริ่มต้นนโยบายทุ่มเงินซื้อนักเตะมาร่วมทีม 10,000
ดอลลาร์สหรัฐฯหมดไปกับค่าตัวของ การ์ลอส ปัวเซเญ และอีก 35,000 ดอลลาร์
เป็นค่าเสียหายในการดึงตัว เบอร์นาบี้ เฟร์เรย์รา มาร่วมทีม


การใช้เงินจำนวนมหาศาล (ในสมัยนั้น) ดึงตัวนักเตะมาร่วมทีม ทำให้
ริเวอร์เพลทได้รับฉายาว่า Los Millonarios หรือทีมเศรษฐี ในขณะที่ โบคา
คู่แข่งของพวกเขายังเป็นทีมของชนชั้นแรงงานเช่นเดิม
แต่อะไรทำให้ความเกลียดชังของพวกเขาลุกลามขนาดนี้


ความต่างเรื่องชนชั้น ทำให้ทั้งสองทีมมีความแตกต่างกันมากขึ้น
ในขณะเดียวกันแฟนบอลของทั้งคู่ก็เริ่มปลูกเมล็ดพันธ์แห่งความขัดแย้ง โดยใช้
เฮทสปีช (Hate Speech) เป็นเครื่องมือในการถากถางและเหยียดหยามคู่แข่ง

แฟนของริเวอร์เพลท เรียกแฟนของโบคาว่า “ชานชิโตส” (หมูน้อย) และ
“โบสเตโรส” (พวกชอบกินปุ๋ย) จากการมองว่าคู่แข่งเป็นทีมของคนจน
ในขณะที่แฟนโบคา ก็ตอบโต้แฟนริเวอร์เพลทด้วยการเรียกว่า กาบินาส
(ไก่อ่อน) เนื่องจาก ริเวอร์เพลท พ่ายเปเนารอลยับ 4-2 ทั้งที่ออกนำไปก่อน 2-0
ในศึกโคปา ลิเบอร์ตาดอเรสคัพเมื่อปี 1966 เรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว


“ในอาร์เจนตินา ถ้าเรารักอะไร เราจะรักมันมาก ทั้งการเมือง, เศรษฐกิจ,
การลงคะแนน หรือฟุตบอล” มาธิอัส บุสตอส มิลลา
นักข่าวจากหนังสือพิมพ์อาร์เจนตินา Clarin กล่าวกับ Bleacher Report
“ประเทศปกครองด้วยสองสโมสรใหญ่คือ โบคา
ทีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ และมีแฟนบอลมากที่สุด และริเวอร์เพลท
เหมือนกับคุณมีสองทางเลือกในการดำรงชีวิต”
“ในอาร์เจนตินา เวลาเราอยากรู้จักคนอื่น เราจะถามว่า ‘สวัสดี คุณชื่ออะไร’
และคำถามต่อมาคือ ‘คุณเชียร์ทีมอะไร’ เราไม่สนใจอายุ
หรือว่าคุณจะมาจากไหน”


“การเป็นคู่แข่งได้ทำเครื่องหมายลงไปในชีวิตของคนอาร์เจนตินา
แฟนโบคาอยู่ฝั่งหนึ่ง และแฟนริเวอร์เพลทอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
แฟนโบคาใส่เสื้อขาวแดงที่เป็นสีของริเวอร์เพลทไม่ได้ และในทางกลับกัน
แฟนริเวอร์เพลทก็ใส่เสื้อน้ำเงินเหลืองที่เป็นสีของโบคาไม่ได้เช่นกัน”


ความเกลียดชังไม่เพียงเกิดขึ้นเฉพาะในหมู่แฟนบอลเท่านั้น
แต่ยังลามไปถึงนักเตะในสนาม ปี 2004 คาร์ลอส เตเบซ กองหน้าตัวเก่งของ
โบคา ต้องมาถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม หลังแสดงความดีใจด้วยการเต้นท่าไก่
ล้อเลียนแฟนบอลริเวอร์เพลทในศึกซูเปอร์คลาซิโก


ความไม่ถูกกันของทั้งสองทีม ทวีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ไม่มีเหตุการณ์ไหนจะแย่ไปกว่า Entrada Puepta 12 (ประตูหมายเลข 12)
เมื่อปี 1968ที่กลายเป็นหนึ่งในโศกนาฎกรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสต์ฟุตบอลอาร์เจนตินา


ในวันนั้น ริเวอร์เพลท เป็นฝ่ายเปิดบ้านรับการมาเยือน โบคา
และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อแฟนบอลของโบคาเผาธงแล้วโยนไปที่ฝั่งแฟนบอลริเวอร์เพลท ทำให้ผู้คนต่างหนีตายกันจ้าละหวั่น
และทางออกที่ใกล้ที่สุดคือประตูหมายเลข 12
แต่โชคร้ายเมื่อมีคนจำนวนมากเกินไป ทำให้บางส่วนถูกอัดกับประตู
บางส่วนกลายเป็นฐานเหยียบ ทำให้มีผู้สังเวยชีวิตจากเหตุการณ์นี้ไปถึง 71 ราย
บาดเจ็บอีก 150 ราย


อย่างไรก็ดี แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายขนาดนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป
การปะทะกันของทั้งสองทีมก็ยังกลับมาฉายซ้ำอยู่เป็นระยะ
ราวกับว่าในอดีตไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
และบางทีสโมสรก็อาจมีส่วนสำหรับความเกลียดชังเหล่านี้


ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรุนแรงของความเกลียดชังของทั้งสองทีม
นอกจากแฟนบอลแล้ว สโมสรเองก็มีส่วนไม่น้อย
สโมสรถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจะมีส่วนในการ “หลับตาข้างเดียว”
เพื่อให้เกิดการยั่วยุในสนาม


“ในซูเปอร์คลาซิโก (ปี 2012) ริเวอร์เพลท เอาบอลลูนหมูยักษ์
ที่เหมือนกับโรเจอร์ วอเตอร์ของพิงค์ฟลอยด์ ใช้บนหน้าปกอัลบั้มของเขา
เข้ามาในสนาม และปล่อยให้มันลอยเหนืออัฒจันทร์ของโบคาตอนพักครึ่ง
สิ่งที่ที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นได้คือความบ้าล้วนๆ” โจเอล ริชาร์ด ผู้เขียนหนังสือ
Superclasico: Inside the Ultimate Derby


สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่มีเพียงแค่ฝั่งริเวอร์เพลทเท่านั้น ในปี 2015
พวกเขาโคจรมาพบกันในศึก โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส แฟนบอลของโบคา
ใช้โดรนพาตุ๊กตาผีที่มีตัวอักษร B อยู่บนหน้าอก ซึ่งหมายถึงดิวิชั่น 2
เพื่อล้อเลียนริเวอร์เพลท ที่ต้องร่วงตกชั้นอย่างสุดช็อคในปี 2011
โดยเอาโดรนไปบินอยู่เหนือนักเตะริเวอร์เพลท


การดูแลได้ไม่ทั่วถึงของสโมสร
ยังมีส่วนให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น ปี 2015 ในเกม ลิเบอร์ตาดอเรส คัพ
รอบ 16 ทีม นัดที่ 2 ที่สนาม รังเหย้าของ โบคา แฟนโบคา
ได้แอบเจาะรูในอุโมงค์ยางที่ใช้นำนักเตะลงสู่สนาม
และในช่วงครึ่งหลังตอนที่นักเตะของทีมเยือนเดินลงสนาม แฟนโบคา
ได้ขว้างปาแก๊สน้ำตาทำเองลงในช่องที่เจาะรูไว้

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกมนี้ถูกยกเลิก
นักเตะสี่คนของริเวอร์เพลทได้รับบาดเจ็บ รวมไปถึง เลโอนาโด ปอนซิโอ
ที่ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ
และถูกลวกที่ผิวหนังและดวงตา ก่อนที่ โบคา จะถูกปรับให้ตกรอบในรายการนี้


สิ่งสำคัญที่ทำให้ริเวอร์เพลท และโบคา
รู้สึกเกลียดชังจนทำให้เกิดความขัดแย้งต่อกันคือ ความรู้สึกแตกต่างด้านชนชั้น
และการเหยียดหยามซึ่งกันและกัน


“ทั้งประเทศอาร์เจนตินา แม้กระทั่งในเมืองเล็กๆ
เมืองจะแบ่งออกเป็นแฟนทั้งสองทีมอยู่เสมอ ทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน
มันจึงมีปัญหา เพราะว่าความรู้สึกมันชวนทำให้โมโห” ซินญอรินีกล่าวกับ
Bleacher Report


อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “เอล กลาซิโก” ระหว่าง เรอัล มาดริด
และ บาร์เซโลนา ที่เป็นความขัดแย้งทั้งด้านอุดมการณ์ทางการเมือง
และประวัติศาสตร์ ราชันชุดขาวถูกมองว่าเป็นตัวแทนของส่วนกลางหรือรัฐบาล
ส่วน บาร์เซโลนา คือตัวแทนของแคว้นคาตาลัน
ที่ไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน


นับตั้งแต่ปี 1922
มีคนที่ต้องสังเวยชีวิตไปกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลในอาร์เจนตินาถึง
322 ราย และจากรายงานของ Salvemos al Futbol
องค์กรอิสระที่มีเป้าหมายขจัดความรุนแรงในโลกลูกหนัง ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2000-
2009 มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 5 ราย และเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหลังจากนั้น


แม้ว่าตั้งแต่ปี 2013 สมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา
จะออกกฎห้ามแฟนบอลทีมเยือนเดินทางเข้าชมเกมในสนาม
หลังเหตุการณ์แฟนบอล ลานุส เสียชีวิตในการปะทะกับตำรวจ
แต่หลังจากนั้นก็ยังมีผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นประจำทุกปี
โดยศพล่าสุดเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มาร์ธิอัส ดิอาร์เตวัย 28 ปี
ต้องเสียชีวิตหลังการผ่าตัดหลายครั้ง
จากการปะทะกับแฟนบอลหัวรุนแรงของโบคา

แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือเหตุการณ์เมื่อปี 2017 ในเกมระหว่าง เบลกราโน และ
เทลเลอเรส ที่ขนาดเปิดให้เฉพาะแฟนบอลของ เบลกราโน เข้าชมเกม แต่
เอมมานูเอล บัลบัว หนึ่งในแฟนของเบลกราโน ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นแฟนบอลของ
ทอลเลอเรส ปลอมตัวมา ก่อนที่เขาจะถูกโยนลงมาจากอัฒจันทร์ที่สูงถึง 5 เมตร
เขาอยู่ในอาการโคม่าตอนถูกหามส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา


ความขัดแย้งที่ผ่านมาทั้งหมด ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากความไม่เข้าใจกัน
และมองว่าอีกฝ่าย “ต่าง” จากตัวเองไม่ว่าจะแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง มูลเหตุทั้งหมด
มีจุดเริ่มต้นมาจากการแข่งขันและชิงดีชิงเด่น รวมไปถึงความรู้สึกที่ต้องการจะ
“เหนือ” กว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *